| Profil de subhadanaiPeNg's spacePhotosBlogListes | Aide |
|
16 avril SaGuRa Land <10-15 April 06>ปายเที่ยว ญี่ปุ่นมาแหละ
ฮาโหลลลล.............มีspace กับเค้าแล้ววววว!!!
ก็ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยว ญี่ปุ่นมาอ่ะนะ หนุก ดี ตื่นตาตื่นใจไปหมดทุกอย่าง เลยเอามาเขียนเป็นspace เผื่อ คนอื่นจะได้ตื่นเต้นบ้าง (ถึงแม้คนอื่นอาจจะหมายถึง2 คน) ฮา!!... เอาน่ะ
วันแรก วันที่10 เมษา ขึ้นเครื่องตอน7โมงเช้า ขอบอกว่านอนที่บ้านก่อนไป2ชม. พอขึ้นเครื่องเลยหลับฝันดีตลอดทางเลยครับกระผม .....เครื่องบินใช้เวลา 5ชม. ครึ่ง(Bangkok To Narita) + กับเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าบ้านเราประมาณ2ชม. เลยก็ ถึงโรงแรม บ่าย3 บ่ายสี่(Local time)เห็นจะได้ โปรแกรมวันแรก เห็นแล้วน่าตกใจมากครับ
15.40น. ถึงประเทศญี่ปุ่น นำท่านเข้าสู่ที่พัก NARITA MARROAD HOTEL
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรม
มีแค่นี้ครับ สำหรับวันแรกที่ญี่ปุ่นของผม อ้ากกกกกกก!!!!
(ภาษา ญี่ปุ่นวันละคำ Hotel ชาวอาทิตย์อุทัยเค้าอ่านว่า โฮ-เต-รุ ครับ)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันที่สอง 11 เมษา โปรแกรมแรกวันนี้ คือเราไป Disney Land ก่อนเลยครับ .....Disney Land ดินแดนแห่งความฝันของเด็กๆ และผู้ใหญ่ใจเด็กหลายๆคนครับ
พอไปถึงนะโอ้โหวววว สุดยอด วิวแรกที่เห็นก็คือปราสาทเจ้าหญิงนิทรา(มั้ง) ใหญ่มากๆ อลังการณ์ โอ่โถง วี้ดวิ้ว!!! ว้าว!!! แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ปิดปรับปรุงครับโผมมมมมม~ -_-' เอาน่ะ ไม่เป็นไร ก็เดินไปเล่นอันอื่นก็ได้ครับ มีเยอะแยะ ไม่ง้อ ไม่ได้อยากเข้าเล๊ยยย!!! หรอกเชอะ!
ที่นี่เครื่องเล่นเยอะแยะมากเลยครับ ร้านขายของที่ระลึกก็เช่นกัน แต่มาดิสนีย์แลนด์ขอบอกอย่างนึง.....อย่าหวังว่าจะพบรถไฟเหอะตีลังกา ไวกิ้ง หรืออะไรเสียวๆ โหดร้ายทารุณท้องน้อยขนาดนั้นนะครับ ที่นี่มีอย่างมากก็แค่ Super Splash และ Space Mountain ซึ่งก็ไม่ได้น่ากลัวกว่าบ้านเรามากนัก ก็แค่นั้นครับ (คนกวาดถนนของดิสนีย์แลนด์นี่ บางคนใส่roller bladeด้วยครับ แล้วพวกเค้าก็ขยันกันมากๆ แบบว่าใบไม้หล่นก็กวาด สองสามใบก็กวาด!!!)
แต่สิ่งที่ดิสนีย์แลยด์โตเกียว จัดให้ผู้มาเยือนได้ประทับใจมี2เรื่อง หนึ่งก็คือเรื่องราวนิทานของวอลต์ดิสนีย์ ที่มีเยอะแยะมากมายทุกส่วน ทุกรายละเอียดเลยครับ อย่างที่บอกแหละครับ ถ้าผู้ใหญ่มาก็จะรำลึกถึงความเป็นเด็กในจิตใจของเค้าได้ไม่ยากเลย อีกอย่างก็คือรอยยิ้มครับ ที่ไหนที่ไหน ก็มีแต่รอยยิ้มครับ ตัวผมก็รู้สึกได้ว่าถ้าอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์แล้วเหมือน หน้าเราจะสามารถฉีกยิ้มได้ง่ายกว่าปกตินะ
พอตอนเย็น เราก็มาสู้ย่านชินจูกุเพื่อชอปปิ้งไกด์บอกว่าปกตีชินจูกุจะครึกครื้นมาก แบบว่าเราสามารถไหลไปตามกระแสคนได้โดยแค่พยายามทรงตัวให้ไปตามทิศที่เราต้องการ แต่สงสัยว่าเพราะฝนตก ชินจูกุของผมเลยไม่ครึกครื้นเท่าคนอื่นครับ สงสัยว่าเพราะว่าเป็นวันแรก ทุกคนเลยยังสงวนกระเป๋าตัวเองไว้อยู่ครับ เออ!! ที่นี่มีร้านขายของร้านนึงชื่อร้านร้อยเยนครับ (1บาทประมาณ3เยน) ของข้างในช่างกล้ายกับร้าน60บาทที่สยามเสียนี่กระไร คือ ทำได้แต่ซากครับ (แต่คนเค้าก็ชื้อนะครับ ผมก็ด้วย แหะๆ ...)
อีกอย่าง วัยรุ่นเค้า นี่ โอ้โห! เด็กแนวบ้านเรากราบตีนชัวร์ แต่ละคน ไม่มีหรอกครับ ผมสั้น ใส่เสื้อยืดกางเกงยีส์ รองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ส มันเอ้าท์นะครับ แบบว่า พวกเค้านี่แบบมันเท่ห์มากนาย เสียดาย ไม่กล้าแอบถ่ายมาครับ กลัวโดนยำ(ตีน)
โรงแรมที่เราพักคืนนี้นี่มีชื่อว่า Tokyo Dome Hotel ครับ ที่ชื่อ โตเกียวโดมโฮเต็ล ก็เพราะว่ามันตั้งอยู่ข้างๆโตเกียวโดมเลยหละ(จาบอกทำไม) แต่ที่น่าสนใจกว่าไอ้โตเกียวโดม ก็คือสวนสนุกเล็กๆที่อยู่ข้างๆครับ เครื่องเล่นก็ไม่มากไม่มายมีแค่3อย่างเองครับคือ ชิงช้าสวรรค์แบบใหญ่เอี้ยๆ พี่บิ๊กเรียกปู่ 1อัน เทาว์เวอร์ชู๊ต แบบเห็นแล้วอึแทบเล็ดอีก1อัน และไฮไลต์ครับ รถไฟเหาะตีลังกา เวอร์ชั่นสั่งตรงมาจากนรก นั่งแล้วท้องน้อยจะระเบิด(คือรางมันแบบว่า ขึ้นไปซู๊งๆ! ลงวู้ม ขึ้นซู๊งๆ!ลงวู้ม! ขึ้นซู๊งๆ!ลงวู้ม แล้วก็ตีลังกา แล้วก็ขึ้นไปซู๊งๆ! ลง ขึ้นซู๊งๆ!ลง ขึ้นซู๊งๆ!ลง) อีก1อัน โชคดี เอ้ยโชคร้าย นะที่มีนไป ไม่งั้นก็เล่นไปแล๊วววว~!
หลังจากเอาของเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว ก็คิดว่าเราจะออกไปเดินเล่นที่ไหนดี อา...มาโตเดียว โตเกียวโดมมันอยู่ใกล้เดี๋ยวค่อยมาก็ได้ งั้นไปโตเกียวทาวเวอร์ละกัน โอเค พอตัดสินใจได้ดังนี้ ก็เลยมุ่งมั่นว่าจะไปโตเกียวทาวเวอร์ เลยไปถามทางไกด์เค้าครับว่าไปยังไง ขณะที่ถามทางอยู่ พี่คนนึงที่มาคณะทัวร์เดียวกับผมก็บอกว่า ข้างบนนี้มีบาร์ค็อกเทลล์นะ พวกวัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าชอบมาเที่ยวกัน.......อืม ก็น่าสนนะ ....ฮะฮะ
หลังจากลังเลอยู่ซัก7นาที ผมก็พบว่าตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าบาร์คอกเทลล์ซะงั้น ฮ่า แต่เหมือนโดนทุบหัวครับ บาร์มันฮิตมาก จนเต็ม พนักงานบอกผมเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงนิปปงว่าคงต้องรออีก43นาที (ฮะ!!! 43นาที ทำไมไม่40 หรือ45วะ!!!) สงสัยพระเจ้าคงไม่ต้องการให้ผมไปแอบเหล่สาวญี่ปุ่นกระมังครับ ฮึ่ม ว่าแล้วก็ออกเดินทางสู่ โตเกียวทาวเวอร์พร้อมทั้งน้ำตา [T-T]
ระหว่างทางไปโตเกียวทาวเวอร์ ครับ เหมือนเล่นเกมส์ผ่านด่าน ครับ ด่านแรกเลย คือ"ทาง-ไหน-สถานี-รถ-ไฟ-วะ-สราดดดด!!!" เอาล่ะ ต้องอาศัยถามทางเอา เจอวัยรุ่นคนนึงครับ เราก็เอาเลย "excuse me , where is the tokyo dome station?" ......สีหน้าที่ผมได้รับกลับมาคือ อึ้งแดกส์ครับ (มีเอส ด้วย) คือ ไม่รู้ว่าเค้าฟังไม่ทันหรือสำเนียงผมมันแปร่งแปร่ง แต่แค่นี้ไม่ทำให้เด็กไทยเสียขวัญครับ เราก็ถามใหม่เลย ซะ-เต-ชั่น แวร์ อีก เดอะ ซะ-เต-ชั่น ทีนี้ก็ ถึงบางอ้อกันเลย (จะเอาแบบ ไทยๆก็ไม่บอกกัน) ว่าแล้วก็ใจดีพาผมเดินไปส่งลงไปที่สถานีครับ อาริงาโตะ โกไซมาสสสส!
อีกด่านคือ......เครื่องซื้อตั๋วหยอดเหรียญ อืมมม เครื่องซื้อตั๋วหยอดเหรียญ ใช้ยังไงวะ ต้องกดปุ่มไหน แล้วไปกดปุ่มไหน เฮ้ย ทำไมไม่มีภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเลยล่ะครับนี่!!!.......หลังจากยืนมั่วเครื่องเค้าอยู่นานก็ งัดเอาสกิลการเดาจากการเล่นเกมส์ภาษาสมัยยังหนุ่มมาใช้ รอดมาได้อีกเปลาะครับ
เมื่อผมเดินจากสถานีมาถึงโตเกียวทาวเวอร์แล้ว ก็ยืนชมมันอนู่แป๊บนึง อืม ก็ โครงสร้างเจ๋งดี สวยดีนะ...แต่ทะ ทะ ทำ มะไม มัน หะ หนาว อย่างงี้ ฟะ ไม่หวายแว้ว ว่าแล้วก็กลับดีกว่าครับ ม่ายหวายๆหนาวปาย (ชมความงาม1ส่วน เดินทาง19ส่วน) แต่ระหว่างที่ผมกำลังจะเดินกลับ ก็เห็นวัยรุ่นหน้าตาเอเชียคนนึงครับ คาดว่าคงออกชมความงามของโตเกียวทาวเวอร์เหมือนผม ก็เดินมาหา แล้วก็พูดว่า @#!+=*& คือมันฟังไม่รู้เรื่องอ่ะครับ อยากรู้เรื่อง ก็เลยพูดกลับไปเป็นภาษาสากลว่า "ฮ๋า!?" เค้าก็พูดใหม่ออกมาเป็น เนียเระๆ อะไรประมาณนี้อ่ะครับ ...อืม เนียเระๆ อ๋อ เนียร์เรส เค้าก็พยักหน้า หลังจากแปล อังกฤษเป็นอังกฤษด้วยกันอยู่นาน เราก็ทราบว่าเค้ากำลังจะกลับไป nearest station พอดีเลย กำลังจะไปเหมือนกัน ผมก็เลยชวนเค้าเดินไปด้วยกัน ครับ ระหว่างทางกลับ เราสองคนก็คุยอะไรกันนิดหน่อย ก็พบว่าเค้าเป็นชาวเกาหลีครัย คำถามแรกๆของเราก็เป็นไปตามประสาคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกคุยแหละครับ มาเที่ยวกับใคร ไปไหนบ้าง อยู่กี่วัน เคยไปเที่ยวประเทศผมมั้ย เรียนอะไร อายุเท่าไหร่ ไปๆมาๆ ชักลื่น คำถามก็เลยเปลี่ยนเป็น รู้จักแดจังกึมมั้ย ที่เมืองไทยนี่ ฮิตมากเลยนะ ซอง เฮ เคียว กับ จวน จี ฮุน น่าร้ากกก~! ผมชื่นชมปาร์ก จี ซุงมากเลยๆ อะไรไปเรื่อยแหละครับ ..... สุดท้าย ผมและนายเกาหลีคนนั้นก็แยกกันไปตามทางสถานีรถไฟปลายทางของตน เค้าสำหรับผมก็แค่เพื่อนคนนึงที่เพิ่งรู้จักตอนผ่านทาง คุยกันนิดนึง แล้วก็จากไป สุดท้ายก็คงไม่เจอกันอีก ก็เท่านั้น สำหรับเค้าผมก็คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่มันก็มีมิตรภาพกับประสบการณ์ที่ดีที่ยังอยู่ตรงนั้นใช่มั้ยครับ ก็ดีนะ
(ภาษา ญี่ปุ่นวันละคำ Football ชาวนิปปง เค้า เรียกว่า ฟุต-ตะ-บอล-โตะ ครับ)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
โปรแกรมแรกของวันที่สามก็คือ วัดอาซากุซ่า คันนอน ครับ ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว นอกจากนั้นก็ยังมีโคมไฟญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วย!!! (ก็ยังฟังดูดีกว่า ธูป ผัดไทย ไข่เจียว ที่ใหญ่สุดในโลกใช่มั้ยครับ)
ที่ผมชอบมากคือ ข้างๆ วัดก็จะมีสวยเซนครับ เท่าที่ดู สวนเซนก็ไม่ได้มีอะไรมากครับ มีต้นไม้ กับน้ำตกเล็กๆ ...สวยแบบเรียบง่าย แต่ก็คือความเรียบง่ายใช่มั้ยครับที่ทำให้ใจเราสงบได้ (แต่สำหรับผมคือหลับได้ง่ายๆ ฮ่า)
เดินอยู่ในญี่ปุ่นขึ้นมาวันที่3แล้ว รู้สึกทำไมคนหน้าตาคนไทยมันเยอะขนาดนี้!!! แล้วผมก็รู้สึกว่าหน้ามันซ้ำกับเมื่อวานด้วยครับ ...อันที่จริงมันเหมือนเคยเห็นตั้งแต่ตอนขึ้นเครื่องแล้วตะหาก จ้ากกกก!!!!
จากนั้นหลังจากที่เดินอยู่รอบบริเวณวัดเรียบร้อยแล้ว ฮ่า ฮ่า ใครเคยไปเที่ยวกะผมจะรู้(ไอ้มด เน อิง คงรู้ดี)ว่าผมคือ เป้งจอมออกนอกเส้นทาง ก็เอาเลยครับ เดินเลยไปหลังวัดเลย ผมก็ไปเจอรูปปั้นรูปนึง เป็นเฮียคนนี้ครับ
เดี๋ยวผมจะเอาโปรแกรมบ่ายวันนี้ให้ดูครับ
"นำท่านเข้าสู่ วนอุทยานแห่งชาติ ฮาโกเน่ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มรชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุดของญี่ปุ่น" อา..ฟังดูดีนะครับ เดี๋ยวมีต่อ "ระหว่างทาง เชิญท่านเพลิดเพลินกับทัศนียภาพ อันแสนงดงามสองข้างทาง จากนั้น นำท่าเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นการล่อเรือโจรสลัด สัมผัส ความงามราวกับภาพวาดของภูเขาไฟฟูจิ"และสุดแสนจะพรรณาครับ ผมอ่านนี่สุดยอด!!! ฟูจิ สุดยอด!!!!
แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ......ไอ้เช็ดห่าน!!! หมอกลงจัดมากครับ แบบว่า โอ๊ยยย!!! (เจ็บใจไม่หาย) 10เมตรเลยไปมองไม่เห็นแล้วครับ แล้วคุณคิดดู ผมจะเพลินมั้ยครับ กับทัศนยภาพอันงดงาม10เมตร แล้วล่องเรือโจรสลัดดูฟูจินะครับ ตีน(ภูเขา)ของนังฟูจิผ๊ม ก็ยังไม่เห็น(ไม่รู้เธอจะอายไปไหน)....เฮอะ!!! ราวกับภาพวาด....... ดูใช้อารมณ์ใช่มั้ยครับ ความจริง ตอนนั้นผมก็ไม่ได้หงุดหงิดไรหรอกครับ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ก็เอาแต่ดูป่าหมอกไปชนกับลมเย็นๆไปแหละครับ แต่แหม มาเมืองซากุระทั้งที ก็ต้องอยากชมแม่นางฟูจิเป็นของธรรมดาใช่มั้ยล่ะครับ
ขอบ่นอีกอย่างครับ ผมมาเยือนญี่ปุ่นนี่ ผมยังไม่ได้เห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเลยขอรับกระผม และจากที่ดูพยากรณ์อากาศ ก็ทราบว่าพรุ่งนี้ มีฝนและหมอกครึ้ม เฮ่อ~!
เห็นมั้ยครับ ว่าภาพที่เห็น คือไม่ค่อยจะเห็นอะไรเลย ฮ่า 10เมตรมองไม่เห็นนี่ไม่ได้เว่อร์นะครับ แต่ถ้า......มองในแง่ดีก็ สวยไปอีกแบบดีนะเอ้อ~!
พอรถจอดเราก็ขึ้นกระเช้าตามโปรแกรมที่วางไว้ต่อจากนั้น ไม่ต้องถามนะครับว่าวิวเป็นไง ไม่งั้นผมจะหาว่าเสียมารยาทจริงๆด้วย!!!
พอลงจากระเช้าขาวโพลนแล้ว เราก็มุ่งหน้าเดินสู่จุดกำเนิดบ่อน้ำร้อน ที่แสนจะไกลหยั่งกะขึ้นดอยสุเทพ2รอบ แต่เด็กไทยไม่มีท้ออยู่แล้วครับ รางวัลของการไปถึงบ่อน้ำร้อนก็คือ....ไม่รู้เหมือนกันทุกชาติรึเปล่านะครับ ให้ทาย....แอ่นแอนแอ๊นนนน! มันคือไข่ต้มคร้าบบบ~! แต่ไข่ที่นี่จะมีสีดำ สีดำก็มาจากขี้ไคล เฮ้ย!!! มาจากการต้มในน้ำกำมะถันของเค้านี่แหละครับ (ไข่จะดำไม่ดำ มันก็รสชาติเหมือนกันแหละครับ) อ้อ เค้าแอบมีความเชื่อว่า ถ้ากินไข่ดำ1ฟอง อายุจะยืนขึ้น1ปี แต่ผมขอต่อว่าถ้ากินมากกว่า1ฟอง อายุจะสั้นลงเพราะคอเลสเตอรอลในเส้นเลือกครับ...(ถ้า1ฟอง อายุยืน7ปีจิงฉาวๆแถวอาบ อบ นวดคงอยู่กันจนวันสิ้นโลกละมั้ง)... พอเดินลงมาก็มาแวะดูร้านค้าที่นี่ดูครับ ทุกๆร้านก็จะมีของขายแนวๆเดียวกันครับ ขนมแบบดั้งเดิมก็เป็นพวก แป้งหุ้มถั่ว ไม่ก็ถั่วหุ้มแป้ง มีอยู่2อย่าง แต่ที่เตะตาผม ชาววิดวะมันต้อง...ใช่ครับ สาเก แบบว่ามันเห็นแล้วเปรี้ยวปรากกกกก~
ร้านค้าที่ญี่ปุ่นนี้ ขนาดเป็นร้านเล็กๆ ธรรมด๊า ธรรมดา เค้ายังมีประตูเซ็นเซอร์เลยนะครับ สมกับเป็นประเทศแห่งความไฮเทคจิงๆ (มีคนแซวว่าบ้านเราเจ๋งว่า คือ...ไม่ต้องรอแม้แต่ให้มันเลื่อนเปิดครับ เดินผ่านฉิวไปเลย)
หลังจากชมไอ้"หมอก"อันงดงามของภูเขาไฟ เสร็จแล้ว เราก็ได้ฤกษ์กลับเข้าโรงแรมซะที พี่ไกด์และหัวหน้าทัวร์ เค้าบอกกับเราว่า วันนี้ที่โรงแรมมีออนเซ็น(บ่อน้ำร้อน)ให้พวกเราได้แช่กัน ผมก็วาดฝันไปเลยครับ "อืมม...บ่อน้ำร้อน ต้องสร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ หลายๆก้อน ตั้งอยู่กลางแจ้ง รอบๆมีแมกไม้ มองเห็นวิวธรรมชาติอยู่เบื้องหน้า แช่น้ำไป ฟังเสียงจั๊กจั่น อาบแสงจันทร์ ดื่มด่ำสาเก ว้าว ว้าว" ช่าง สุดยอดแห่งสุดยอดบรรยากาศ .....พอถึงที่โรงแรม ผมก็ลงมาเดินดูวิวรอบๆ ถ่ายรูปไรไปเรื่อยตามเรื่อง พอได้จังหวะปุ๊บก็รีบไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะไปอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนเลยครับ ว้าว ว้าว!! แช่น้ำไป ฟังเสียงจั๊กจั่น อาบแสงจันทร์ ดื่มด่ำสาเก ว้าว ว้าว ตอนนี้...มีเพียงประตูเท่านั้นที่กั้นความฝันของผมกับความจริงอยู่ ....พอเปิดประตูไป ครืน..! .............. คือ มัน..เป็น...แค่ สระน้ำเด็กอุ่นๆ ขนาดประมาณ 5*3 เมตร โง่ๆ ข้างๆ มีที่อาบน้ำชนิดนั่งเก้าอีซักผ้าอาบอีก8ที่ ว้ากกกกกกกก ออนเซ็น ของ โผ๊มมมม!!!! (ใครเคยอ่าน เลิฟ ฮินะ นั่นแหละครับออนเซ็นของผม) พอแช่น้ำร้อนเสร็จแล้ว ก็กลับมาที่ห้อง เปิดทีวีดูไปเรื่อย ขณะเดินไปหยิบรีโมท ผมก็เห็นอะไรซักอย่างคล้ายๆเมนูอาหารอยู่ข้างทีวี คือผมเห็นมันมาตลอด3วันในทุกโรงแรมที่ญี่ปุ่นที่ผมพักล่ะครับ แต่ไม่ได้สนใจ พอเปิดไปมีรูปนางสาวญี่ปุ่น ขาวเนียน เธอกำลังอยู่ในชุดบิกินนี่แสนวาบหวิว เต็มไปหมดเลยครับ พอเปิดไปอีกก็เป็นเหมือนตารางเวลา อืม....อ๋อ! มันคือ ตารางPrepaid TV ของผู้ใหญ่นี่เอง แล้วที่ขายบัตรเพื่อเข้าชมกก็ตั้งอยู่หน้าห้องผม...........แต่คืนนั้น เหล่าจอมยุทธ์ขาวเนียนเหล่านั้นก็ไม่ได้มาแสดงวรยุทธ์ให้ผมเห็นแต่อย่างใดนะคับ ไม่ใช่เพราะ ใจแข็ง มั่นในธรรมหรืองก หรอกครับ ถึงไม่ได้ยอมเสียตังงค์1000เยนไปกับนางสาวญี่ปุ่นเหล่านั้น แต่เป็นเพราะ ผมใช้ห้องนอนเดียวกะพ่อ!!!ตะหาก เหอๆ
(โอกาสหน้านะน้องฉาว) ..............คืนนี้หลับฝันดี.....เพราะได้แช่ออนเซ็น
เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ....... |
|
|